คราวที่แล้วเราพาทุกท่านไปรู้จักกับรูปแบบและวิธีการจัดเรียง Signal Chain ของเอฟเฟ็คก้อนกันมาแล้วนะครับ วันนี้เราจะต่อเนื่องกันจากสัปดาห์ที่แล้วโดยเราจะมาแนะนำวิธีการเชื่อมต่อเอฟเฟ็คเข้ากับตู้แอมป์ในรูปแบบต่างๆให้ได้ทดลองนำกลับไปใช้งานกัน จะมีวิธีใดบ้างลองไปชมกันเลยครับ

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

1.การต่อตรงแบบอนุกรมหรือ Series

เป็นวิธีการที่ง่ายและเป็นที่นิยมมากที่สุดครับ อธิบายให้เห็นภาพกันง่ายๆก็คือการเชื่อมต่อเอฟเฟ็คแบบตรงๆตั้งแต่ก้อนแรกของ Signal Chain ไปจนถึงก้อนสุดท้าย

สำหรับข้อดีของวิธีนี้ก็คือความง่ายและไม่ซับซ้อน ใช้สาย Patch Cable ตามจำนวนเอฟเฟ็คที่เรามีกับ Cable สำหรับกีตาร์ไปสู่แอมป์อีก 2 เส้นก็เพียงพอแล้ว

แต่สำหรับข้อเสียก็คือ วิธีการนี้หากมีเอฟเฟ็คก้อนใดใน Signal Chain ของเรามีเสียงรบกวนหรือมีอาการเสียง Drop ก็จะส่งผลไปยังปลายทางของเสียงด้วย ทำให้คุณภาพเสียงลดลงหรือเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

2.วิธีการใช้ Effect Loop หรือ Send-Return

วิธีการต่อแบบนี้ส่วนมากจะใช้กับผู้ใข้งานเอฟเฟ็คก้อนเป็นส่วนมาก โดยจะทำการต่อเอฟเฟ็คก้อนประเภท Compressor ,Gain ,Filter ไปที่ Input หน้าตู้แอมป์ตามปกติ

แต่สำหรับเอฟเฟ็คก้อนประเภท Modulation ,Delay ,Reverb จะต่อผ่านช่อง Send-Return หรือ PowerAmp In/Pre Amp Out ในตู้แอมป์บางแบรนด์

ข้อดีของวิธีการต่อแบบนี้คือสัญญาณเสียงปลายทางจะยังคงคุณภาพที่ดีอยู่และไม่ค่อยผิดเพี้ยนนัก อีกทั้งยังมีความสะอาด ฟังชัดเคลียร์มากขึ้นเมื่อใช้งานร่วมกับ Modulation ,Delay ,Reverb อีกด้วย เนื่องจากสัญญาณเสียงจะไม่กวนกันเอง

และในแอมป์บางรุ่นก็สามารถปรับระดับความแรงของสัญญาณที่ใช้ใน Send-Return ได้ตามต้องการ รวมถึงปรับ Mix หรือ Wet/Dry เพิ่มได้อีกด้วย

สำหรับข้อเสียของวิธีการแบบนี้ก็คือจะค่อนข้างยุ่งยากวุ่นวายสักเล็กน้อยหากคุณต้องการความรวดเร็วในการทำงาน และต้องใช้สาย Cable หลักๆเพิ่มขึ้นมาอีก 4 เส้น และต้องใช้งานร่วมกับแอมป์ที่มี Send-Return หรือ PowerAmp in เท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้เองจึงมักไม่ค่อยนิยมมากนักสำหรับนักดนตรีอาชีพที่ต้องการความรวดเร็วในการทำงาน

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

3.การต่อแบบ Stereo กับแอมป์ 2 ตู้

หากคุณต้องการความอลังการและมิติที่กว้างยิ่งขึ้น การต่อใช้งานแบบ Stereo จะช่วยตอบโจทย์จุดนี้ได้ครับแต่ข้อแม้ที่จะทำให้การเชื่อมต่อแบบนี้เกิดขึ้นได้ก็คือ คุณต้องมีแอมป์ 2 ตัว หรือจะใช้เป็น Direct Box เพื่อส่งสัญญาณเสียงไปที่ Mixer เลยก็ได้

หากสังเกตดีๆเอฟเฟ็คก้อนประเภท Modulation,Delay ,Reverb รุ่นสูงๆมักจะมี Output มาให้ 2 ช่องเพื่อสร้าง Stereo Output รวมไปถึงบางรุ่นก็มี Stereo Input ด้วย

เราขอแนะนำรูปแบบการเชื่อมต่อแยกย่อยไว้อีก 2 แบบนะครับ ภายใต้การจัดเรียง Signal Chain ตามสูตรยอดนิยมคือ Modulation>>Delay>>Reverb จะอยู่ท้ายสุดตามลำดับและส่งสัญญาณ Output ไปที่แอมป์ 2 ตัว

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

3.1 การต่อ Signal Chain เข้ากับเอฟเฟ็คก้อนที่มี 1 in/2 out ไปยัง 2 in/2 out

จากในภาพนี้เราจะเห็นว่า Delay และ Reverb 2 ตัวสุดท้าย นั่นคือ Keeley Delay Workstation และ EHX Cathedral Reverb ซึ่งจะมี 2 Output และ Cathedral ก็จะมีทั้ง 2 Input และ 2 Output ด้วย ซึ่งการเชื่อมต่อก็จะง่ายมากๆเพียงแค่คุณเชื่อมต่อด้วยสายพ่วง Patch Cable ตามปกติ โดยการเชื่อมต่อ L output >>> L input ,R output>>>R input

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

3.2 การต่อ Signal Chain เข้ากับเอฟเฟ็คก้อนที่มี 2 in/2 out ไปยัง 1 in/2 out

ในภาพนี้จะเห็นว่าจาก Keeley Delay Workstation ที่มี 1 in/2out จะส่งต่อไปยัง Walrus Audio Descent Reverb ที่มี 1 in/2 out ครับ

ในกรณีนี้หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นว่าเมื่อไม่มี 2 Input ในก้อนสุดท้าย สัญญาณที่ทำไว้เป็น Stereo ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

แต่ก็สามารถจะเป็นไปได้เมื่อเราใช้สายพ่วงแบบ Y Cable (Stereo Breakout cable) เพื่อรับสัญญาณ 2 Output มารวมไว้เป็น 1 Output และยังคงทำงานในระบบ Stereo ได้เช่นเดิมครับ

แต่ในกรณีนี้ต้องตรวจสอบด้วยนะครับว่า Pedal ที่มี 1 input ของคุณนั้นรองรับสัญญาณแบบ Stereo หรือไม่เพราะถ้าหากว่าไม่รองรับก็จะกลายเป็นสัญญาณ Mono ตามปกติ ซึ่งในภาพตัวอย่าง Walrus Audio Descent รุ่นนี้มี Switch ภายในที่เลือกให้รองรับระบบ Stereo ได้ครับ

และนี่คือทั้งหมดสำหรับสัปดาห์นี้ที่เรารวบรวมมาให้ได้อ่านกันนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านให้ได้ทดลองในการเชื่อมต่อในรูปแบบต่างๆ และสัปดาห์หน้าเราจะมาพูดกันถึงเรื่องการเชื่อมต่อ Multi Effect บ้างว่าจะทำได้โดยวิธีการใด ให้ผลอย่างไร อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับ